ท้องอืดเกิดจากอะไร ปล่อยไว้นาน ๆ ไม่แก้ไขอาจส่งผลเสียต่อร่างกายมากกว่าที่คุณคิด!

Share On: Facebook Line
Table of Contents

ชีวิตประจำวันของผู้คนในปัจจุบันที่เน้นการบริโภคอาหารต่าง ๆ ด้วยความรวดเร็ว มีผลทำให้เกิดโรคต่าง ๆ ติดตามมาได้อย่างไม่ทันจะรู้ตัว หนึ่งในกลุ่มโรคที่มีความเด่นชัดคือ โรคที่เกี่ยวกับระบบทางเดินอาหารอย่างอาการท้องอืด ที่เชื่อว่าหลายคนจะต้องเคยเป็น ดังนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้เป็นซ้ำ และเพื่อให้เป็นแนวทางที่สามารถรักษาตัวเองได้อย่างถูกต้อง บทความของเราจะทำให้คุณทราบตั้งแต่สาเหตุว่าท้องอืดเกิดจากอะไร ท้องอืด กินอะไรหาย เราจะต้องเลือกรับประทานอาหารอย่างไรไม่ให้ร่างกายเดินทางไปสู่การป่วยเป็นโรคท้องอืดเรื้อรัง หากคุณเป็นหนึ่งคนที่กำลังท้องอืดบ่อย แก้ไขยังไงก็ยังไม่ตรงจุด บทความของเราจะมาบอกข้อมูลที่ถูกต้อง พร้อมมาตอบคำถามว่าโยเกิร์ต แก้ท้องอืดได้จริงหรือไม่?

ท้องอืด คืออะไร เกิดจากอะไร

อาการท้องอืดนั้นไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย แต่การผลิตก๊าซที่มากเกินไปและเมื่อมีอาการท้องอืด ความรู้สึกไม่สบาย และอาจทำให้มีความอับอายเมื่อต้องขับสิ่งที่ไม่พึงประสงค์ออกมา เช่น การผายลม คือการปล่อยก๊าซในลำไส้ผ่านทางทวารหนัก เป็นการทำงานของร่างกายตามปกติที่เกิดขึ้น เมื่อแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่ทำลายอาหารที่ย่อยไม่หมดในลำไส้เล็ก

มีหลายปัจจัยที่อาจทำให้เกิดอาการท้องอืด ได้แก่ 

1. การกลืนอากาศ

เมื่อเรากินหรือดื่ม เราสามารถกลืนอากาศเข้าไปโดยไม่ได้ตั้งใจ ซึ่งจะถูกปล่อยออกมาในรูปของอาการท้องอืด 

2. อาหารบางชนิด

อาหารบางชนิดเป็นที่ทราบกันดีว่าสร้างก๊าซมากกว่าอาหารอื่น ๆ ตัวอย่างเช่น ถั่ว ถั่วเลนทิล กะหล่ำปลี หัวหอม และเครื่องดื่มอัดลม 

3. ความผิดปกติของการย่อยอาหาร

ภาวะต่าง ๆ เช่น การแพ้แล็กโทส โรค celiac และกลุ่มอาการลำไส้แปรปรวน (IBS) อาจทำให้การผลิตก๊าซเพิ่มขึ้นและท้องอืดตามมา

4. ความผิดปกติของการย่อยอาหาร

ภาวะต่าง ๆ เช่น โรคลำไส้แปรปรวน (IBS) โรคลำไส้อักเสบ (IBD) หรือโรคกรดไหลย้อน (GERD) อาจทำให้ท้องอืด แน่นท้อง ท้องแข็งได้ 

5. รอบเดือน 

ผู้หญิงบางคนอาจมีอาการท้องอืด แน่น และแข็งในช่องท้องระหว่างรอบเดือน

6. ยาปฏิชีวนะ

สามารถทำลายสมดุลของแบคทีเรียในลำไส้ ทำให้มีการผลิตก๊าซเพิ่มขึ้น 

7. การสูบบุหรี่

ทำให้คนกลืนอากาศเข้าไปมากขึ้น ซึ่งอาจนำไปสู่การผลิตก๊าซที่เพิ่มขึ้น

ในบางกรณีหากคุณมีอาการท้องอืดมากเกินไป อาจเป็นสัญญาณของโรคทางเดินอาหารที่ต้องพบแพทย์ หากคุณกังวลเกี่ยวกับอาการท้องอืดเรื้อรังหรืออาการทางเดินอาหารอื่น ๆ ขอแนะนำให้คุณปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพเพื่อรับการประเมินและคำแนะนำเพิ่มเติม

ท้องอืดบ่อย มะเร็งลำไส้อาจกำลังถามหา

อาการท้องอืดบ่อย ๆ เพียงอย่างเดียวไม่ใช่สัญญาณหรืออาการทั่วไปของมะเร็งลำไส้ มะเร็งลำไส้ใหญ่มักไม่แสดงอาการในระยะแรก และอาจไม่แสดงอาการจนกว่ามะเร็งจะลุกลาม อาการทั่วไปของมะเร็งลำไส้อาจรวมถึง

1. พฤติกรรมการขับถ่ายเปลี่ยนไป เช่น ท้องผูกหรือท้องเสียต่อเนื่อง 

2. อุจจาระเป็นเลือดหรือมีเลือดออกทางทวารหนัก 

3. ปวดท้องหรือเป็นตะคริว 

4. น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ 

5. อ่อนเพลียหรือเมื่อยล้า 

6. โรคโลหิตจาง (จำนวนเม็ดเลือดแดงต่ำ) 

หากคุณมีอาการท้องอืดเรื้อรังร่วมกับอาการอื่น ๆ หรือปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งลำไส้ใหญ่ (เช่น ประวัติครอบครัวเป็นโรคนี้) สิ่งสำคัญคือต้องพูดคุยกับบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของอาการของคุณ และรับการตรวจคัดกรองที่เหมาะสมหากจำเป็น ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพอาจแนะนำการส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ หรือการตรวจอื่น ๆ เพื่อตรวจหามะเร็งลำไส้ใหญ่หรือภาวะทางเดินอาหารอื่น ๆ

ท้องอืดบ่อย แก้ยังไง

หากคุณมีอาการท้องอืดบ่อย ๆ มีหลายวิธีที่คุณสามารถลองทำเพื่อลดบรรเทาอาการของคุณ 

1. หลีกเลี่ยงอาหารที่ทราบว่าทำให้เกิดแก๊ส 

เช่น ถั่ว ถั่วเลนทิล บรอกโคลี หัวหอม และกะหล่ำปลี ซึ่งมีคาร์โบไฮเดรตที่ย่อยยาก และสามารถผลิตแก๊สได้เมื่อแบคทีเรียในลำไส้ย่อยสลาย 

2. รับประทานอาหารช้า ๆ และเคี้ยวอาหารให้ละเอียด 

วิธีนี้สามารถช่วยลดปริมาณอากาศที่คุณกลืนเข้าไปขณะรับประทานอาหาร ซึ่งจะนำไปสู่การผลิตก๊าซที่เพิ่มขึ้น 

3. ลองผลิตภัณฑ์บรรเทาแก๊สที่มีขายตามเคาน์เตอร์ 

เช่น ซิเมทิโคน ซึ่งสามารถช่วยสลายฟองแก๊สในระบบย่อยอาหารและลดอาการท้องอืดได้

4. ลดความเครียด

ความเครียดอาจส่งผลต่อการย่อยอาหาร ดังนั้นการฝึกเทคนิคการผ่อนคลาย เช่น การหายใจลึก ๆ หรือการทำสมาธิอาจช่วยลดอาการต่าง ๆ ได้ 

ท้องอืดกินอะไรหาย

รวมคำแนะนำด้านอาหาร เพื่อช่วยในการจัดการกับอาการท้องอืด

1. อาหารที่มีไฟเบอร์สูง 

เช่น ผลไม้ ผัก เมล็ดธัญพืช และพืชตระกูลถั่ว ไฟเบอร์สามารถช่วยควบคุมการเคลื่อนไหวของลำไส้และส่งเสริมสุขภาพทางเดินอาหาร

2. น้ำเปล่าที่สะอาด

การดื่มน้ำให้เพียงพอ สามารถช่วยให้ระบบย่อยอาหารเคลื่อนไหวได้อย่างราบรื่น และลดโอกาสในการเกิดอาการท้องผูก ซึ่งมีส่วนทำให้การผลิตแก๊สเพิ่มขึ้น

3. โพรไบโอติก

สามารถช่วยควบคุมสมดุลของแบคทีเรียในลำไส้ของคุณ ซึ่งอาจช่วยลดการผลิตก๊าซ เช่น โยเกิร์ตหรือคีเฟอร์ ซึ่งสามารถช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของแบคทีเรียที่มีประโยชน์ในลำไส้ของคุณ และลดอาการท้องอืด

โยเกิร์ต แก้ท้องอืด รับประทานอย่างไรให้ได้ประโยชน์อย่างแท้จริง

โยเกิร์ตมีโพรไบโอติก ซึ่งเป็นแบคทีเรียที่มีประโยชน์สามารถช่วยส่งเสริมสุขภาพทางเดินอาหารและลดการผลิตก๊าซในบางคน ต่อไปนี้เป็นเคล็ดลับในการเพิ่มโยเกิร์ตในมื้ออาหารของคุณ เพื่อช่วยจัดการกับอาการท้องอืด

1. เลือกโยเกิร์ตธรรมดาที่ไม่หวาน

โยเกิร์ตปรุงแต่งอาจมีน้ำตาลหรือส่วนผสมอื่น ๆ ที่เพิ่มเข้ามาซึ่งอาจทำให้อาการของคุณรุนแรงขึ้น 

2. มองหาโยเกิร์ตที่มีเชื้อจุลินทรีย์ที่มีชีวิตอยู่ 

เชื้อจุลินทรีย์ที่มีชีวิตอยู่เป็นแบคทีเรียที่มีประโยชน์ สามารถช่วยส่งเสริมสุขภาพทางเดินอาหาร 

3. กินโยเกิร์ตเป็นประจำ

ตั้งเป้าที่จะกินโยเกิร์ตอย่างน้อยหนึ่งหน่วยบริโภคต่อวัน เพื่อช่วยรักษาสมดุลของแบคทีเรียในลำไส้ของคุณ 

4. รวมโยเกิร์ตกับอาหารที่เป็นมิตรต่อระบบทางเดินอาหารอื่น ๆ  

ลองเพิ่มผลไม้สด ถั่ว หรือเมล็ดธัญพืชเต็มเมล็ดลงในโยเกิร์ตของคุณเพื่อให้ได้ของว่างที่น่าพึงพอใจและมีคุณค่าทางโภชนาการ 

อาจต้องใช้เวลาสักระยะหนึ่งกว่าที่แบคทีเรียที่มีประโยชน์ในโยเกิร์ต จะส่งผลต่อระบบย่อยอาหารของคุณ ดังนั้นให้พยายามใส่โยเกิร์ตเข้าไปในมื้ออาหารของคุณอย่างสม่ำเสมอ และควรเลือกโยเกิร์ตจากเรา 蝴蝶有机 ซึ่งปราศจากสารเคมี เพราะเราเป็นฟาร์มออร์แกนิคแท้ที่ผลิตและจำหน่ายทั้งนมออร์แกนิคและโยเกิร์ตออร์แกนิค ที่ได้รับมาตรฐานรับรองระดับสากล ทำให้ผู้บริโภคให้การไว้วางใจในผลิตภัณฑ์สินค้าของเรา สำหรับผู้ที่สนใจสั่งสินค้าและดูสินค้าเพิ่มเติมสามารถติดตามผ่านไลน์ได้ที่นี่ LINE SHOP BUTTERFLY ORGANIC

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ท้องอืดบ่อย ๆ เสี่ยงเป็นโรคอะไร

อาการท้องอืดอาจเป็นอาการของโรคและเงื่อนไขต่าง ๆ สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของอาการท้องอืด ได้แก่ 
1. โรคลำไส้แปรปรวน (IBS)
2. โรคกรดไหลย้อน (GERD)
3. ท้องผูก
4. แพ้แล็กโทส
5. มะเร็งรังไข่
6. โรคลำไส้อักเสบ (IBD)
อาการท้องอืดอาจมีหลายสาเหตุ และอาจไม่ใช่สัญญาณของภาวะที่ร้ายแรงเสมอไป หากคุณมีอาการท้องอืดเรื้อรังหรือรุนแรง หรือหากมีอาการร่วมกับสัญญาณหรืออาการอื่น ๆ เช่น ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน หรือพฤติกรรมการขับถ่ายเปลี่ยนไป คุณควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงและวางแผนการรักษาที่เหมาะสม

ท้องอืดแบบไหนควรไปหาหมอ

อาการท้องอืดอาจเป็นอาการทั่วไปและมักไม่เป็นอันตราย แต่มีบางกรณีที่คุณควรพบแพทย์หากคุณมีอาการดังกล่าว ต่อไปนี้ 
1. อาการท้องอืดอย่างรุนแรงหรือต่อเนื่อง
2. ความเจ็บปวดหรือไม่สบาย
3. พฤติกรรมการขับถ่ายที่เปลี่ยนไป
4. คลื่นไส้หรืออาเจียน
5. น้ำหนักลดโดยไม่ได้ตั้งใจ

บทความเขียนโดย

蝴蝶有机

พร้อมสนับสนุนสุขภาพที่ดี และธุรกิจของคุณ

เราจำหน่ายนมและโยเกิร์ตออร์แกนิค
พร้อมให้บริการ OEM เครื่องดื่มแบรนด์นม
แบบครบวงจร ตั้งแต่สูตร การผลิต ไปจนถึงจัดส่ง

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ 隱私政策 และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า
Promotion Line Call